chakun muijaibun

เด็กรุ่นใหม่ไฟแรง VS คนรุ่นเก่าแต่เก๋า ใครจะแน่กว่ากัน

กลุ่มคน Gen X และ Gen Y ที่มีลักษณะนิสัยและทัศนคติต่างกันสุดขั้ว แต่ต้องมาร่วมงานกัน และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการแข่งขันผลงานกันด้วย ซึ่งก็เป็นกลไกของบริษัทที่จะต้องมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาเปลี่ยนถ่ายเลือดให้กับบริษัท สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ไฟแรง แน่นอนครับว่าสิ่งที่มีก็คือความกระหายที่อยากจะก้าวหน้า การมองหาช่องทางและโอกาสในการเติบโตและแสดงผลงานมากกว่า ซึ่งอาวุธของเด็กรุ่นใหม่ก็คือ ความมั่นใจ แน่นอนว่าเรายังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาก่อน ความมั่นใจจะทำให้เรากล้าทำงานที่ยากกว่า กล้าคิดต่าง ซึ่งเป็นเหมือนกับการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เมื่อคนอื่น หรือผู้บริหารเห็นก็จะ ว้าว ในผลงานของเรา ทำให้สามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว และอาวุธของเด็กรุ่นใหม่อีกอย่างนึงก็คือ ทฤษฎี ความรู้ที่เพิ่งจบมา มีความสดใหม่ และหลักสูตรการเรียนการสอน ที่มีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย และเทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น ถ้าหากเรานำไปปรับใช้ได้ดี ก็จะได้เปรียบเยอะทีเดียว ส่วนฝั่งคนรุ่นเก่า แน่นอนครับว่ามีอาวุธมากกว่าแน่นอน ทั้งความมั่นใจ ความเชื่อใจจากหัวหน้า และคนรอบข้างมากกว่า และอีกสิ่งที่มีมากกว่าแน่ๆ ก็คือ ประสบการณ์ การรู้จักคน รู้จักงานมากกว่า มองสถานการณ์ได้เด็ดขาดกว่ามาก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การอ่านเกมได้ขาดกว่านั่นเอง และยังสามารถทำงานตามสัญชาตญานได้ โดยไม่ต้องคิดมากด้วย ซึ่งถือว่าคนเก๋ากว่านั้นได้เปรียบในหลายๆ เรื่องเลยทีเดียว แต่เรื่องที่ควรระวังก็คือ […]

พูดไทยปนอังกฤษ = กระแดะ จริงหรือ?

หลายคนคงได้ร่วมงานกับคนที่ชอบพูดไทยปนอังกฤษมาบ้างแล้ว อาจสงสัยว่าทำไมต้องพูดแบบนั้น พูดไทยก็ไทยไปเลยไม่ได้เหรอ ทำไมสำเนียงแปลกๆ ทำไมต้องเน้นเสียงขนาดนั้น แต่การตัดสินเขาว่าเป็นคนกระแดะจากเรื่องที่แค่พูดไทยปนอังกฤษ คงไม่ถูกต้องสักเท่าไร อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ร่วมงานกันแล้ว ก็คงต้องเปิดใจมองมุมอื่นๆ บ้างครับ ซึ่งถ้ามองในมุมของการทำงานแล้ว การพูดไทยปนอังกฤษ ในหลายๆองค์กรก็เป็นเรื่องที่ธรรมดามากครับ พูดกันจนเคยชิน หรือเรียกได้ว่า พูดอังกฤษจนลืมคำไทยของคำๆ นั้นไปแล้ว ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นคนพูดทับศัพท์หรือพูดไทยปนอังกฤษบ่อยๆ เพราะคำอังกฤษสามารถพูดได้ง่ายและคล่องกว่า ทำให้การสนทนาในการทำงานไหลลื่นมากขึ้น โดยเฉพาะงานเอกสาร หรืองานที่ Deal กับต่างชาติ ยิ่งบางคำเป็นศัพท์เฉพาะทางก็ยิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้นและลดความผิดพลาดในการสื่อสารได้ ฉะนั้น อย่าคิดมากเลยครับ มองถึงเรื่องงานเป็นหลักก่อนดีกว่า ถึงบางคนจะออกสำเนียงผิดแปลกไปบ้าง แต่เราไม่ใช่เจ้าของภาษา แค่เรื่องงานก็เหนื่อยอยู่แล้ว คิดเรื่องอื่นไปจะยิ่งปวดหัวเปล่าๆ ครับ

เหตุผลของการมีชีวิต

เคยลองถามตัวเองไหมครับ ว่าทุกวันนี้เราตื่นนอนมาเพื่ออะไร เราใช้ชีวิตนี้ไปเพื่ออะไร ? เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายนะครับ งานที่ทำอยู่ในทุกวัน ยุ่งเหยิงและหนัก เลิกเสร็จก็เหนื่อย จบวันไปแบบบางทีไม่ทันรู้สึกตัว กลับบ้านก็ทิ้งตัวลงนอนหมดแรง ไม่นานก็เช้าวันใหม่ วนเวียนเป็นวงจรแบบนี้ทุกวัน   อิคิไก คือ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ บางคนเพื่อลูก เพื่อครอบครัว จึงต้องทำงานเพื่อให้มีเงินมาสนับสนุนตรงส่วนนี้ บางคนเพื่อไปเที่ยวสะสมประสบการณ์ แต่บางคนเพื่อตั้งเป้าและทำเป้าให้สำเร็จ แล้วอิคิไกของเราคืออะไร เราตื่นนอนมาเพื่ออะไร ลองตอบคำถามเหล่านี้ดูนะครับ   1.ตอนนี้ วินาทีนี้ สิ่งที่เราทำอยู่ ทำเพื่ออะไรและเราเห็นคุณค่าอะไรในสิ่งที่ทำ 2.เมื่อไรที่เรารู้สึกถึงชีวิตที่มีค่า ยังตายจากโลกนี้ไม่ได้ ความรู้สึกนั้นโผล่มาตอนที่กำลังทำอะไร 3.มองย้อนไปตอนเด็ก อะไรที่ทำให้มีความสุขแบบสุดๆ เหตุการณ์ใดที่จำได้ชัดสุด แล้วมันส่งผลต่อมาจนถึงปัจจุบันของเราอย่างไร 4.พอมองย้อนมา ช่วงเวลาไหนที่น่าจดจำ ให้ความรู้สึกWow ปลื้มใจ เป็นวินาทีที่รู้สึกว่ามีความหมาย แบบที่นึกถึงทีไรก็ยิ้มเสมอ 5.อะไรที่เราทำ แม้ว่าจะไม่มีใครขอให้ทำ แม้ว่าทำไปก็ไม่ได้อะไร ก็จะทำ 6.อะไรที่เราจะทำ แม้ว่าคนทั้งโลกจะไม่เข้าใจ แม้ว่าใครจะบ่นจะว่าเพียงไหน เราก็จะทำสิ่งนั้น 7.ถ้ารวยมากแล้ว จะยังทำอะไรอยู่   ลองสังเกตคำตอบที่ได้นะครับ ถ้ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ซ้ำกัน […]

หนีเที่ยวหาแรงบันดาลใจ ได้อะไรกลับมาบ้าง ?

เราจะมีสักกี่เหตุผล ที่จะออกไปเที่ยวกัน ? “อยากหาความสงบก่อนจะกลับมาเจอความวุ่นวายในชีวิตต่อ” “อยากไปชาร์จแบตให้ชีวิต กลับมาค่อยว่ากัน” หรือกระทั่ง “อยากไปฟังเสียงคลื่น ก่อนกลับมาฟังเสียงเจ้านายบ่น” และอีกร้อยเหตุผลต่าง ๆ นานา ให้เราอยากที่จะออกไปเที่ยว คุณล่ะครับ เคยลองได้ออกไปเที่ยวแล้วหาเหตุผลของสิ่งนี้ได้จริงๆ แล้วได้อะไรกลับมาบ้างหรือเปล่า ? มาดูกันครับ ว่าน่าจะมีอะไรบ้าง   เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเอง ด้วยการไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง เราอาจรู้สึกแปลกใหม่จากการได้พบเจอสิ่งที่แตกต่างออกไป หรือเราอาจมองโลกและพบเจอสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยเห็น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นการต่อยอดโอกาสให้ตัวเองในการสร้างหนทางใหม่ๆ ได้ ทั้งชีวิตของเราและการทำงาน มีหลายคนที่ได้อาชีพหรือสร้างธุรกิจใหม่ๆ จากการ “ออกเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไป” พอเราได้นำเอาตนเอง ไปอยู่ในที่ที่ไม่เคยรู้จักแล้ว อาจะพบว่าเราจะได้มองโลกแบบใหม่ๆ ที่อาจทำให้เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาได้ แบบนี้ก็ไม่เสียหายที่จะลองไปเที่ยวที่แปลกๆ จริงไหมครับ ?   เก็บเกี่ยวสิ่งเล็กน้อยที่ไม่เคยได้เห็นกลับมา มีคำกล่าวอยู่ว่า “ความหมายของปลายทางไม่สำคัญเท่าสิ่งที่ได้พบเจอระหว่างการเดินทาง” พวกเรามักดื่มด่ำประสบการณ์ข้างทาง พบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้า เห็นสิ่งที่อบอุ่นหัวใจหรือกระทั่งได้กลิ่นอาหารหอมหวนชวนน้ำลายสอจากแม่ค้าในตลาด บ่อยครั้งที่ชีวิตการทำงานในเมืองของเราต้องเร่งรีบจนไม่ทันสังเกตสิ่งเหล่านี้ ชีวิตดูอับเฉาสีเทาไปมาก แต่พอเราไม่ต้องแบกรับหน้าที่การงาน เราจะมองเห็นหลายสิ่งที่ว่านี้ได้ชัดเจนขึ้น เป็นการปรับความคิดของเราให้มองโลกนี้ได้สวยขึ้น เท่านี้สิ่งที่เราได้กลับมาจากการท่องเที่ยวก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นรูปธรรม หากแต่เป็นจิตใจที่ได้รับการเยียวยาจากสิ่งเล็กน้อยที่เราเก็บมาทีละนิด จนมีแรงกลับมาสู้ชีวิตจริงได้   โยนอะไรที่แย่ ๆ ทิ้งออกไปกับธรรมชาติ บางครั้งก็ไม่ต้องเอาอะไรกลับมาก็ได้ ดังคำกล่าวที่ว่า […]

โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง มีจริงหรือ ?

Imposter Syndome หรือโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ใช่อาการทางจิตเวช แต่เป็นภาวะไม่มั่นใจในตัวเอง มักจะคิดว่าตัวเองทำอะไรไม่เห็นจะออกมาดีซักอย่าง โดยแบ่งออกได้ 5 ประเภทดังนี้   1.ทุกอย่างต้องเพอร์เฟค คนประเภทนี้มักจะตั้งมาตรฐานไว้สูงเกินควร เมื่อทำไม่ได้จึงรู้สึกท้อแท้และผิดหวังในตัวเอง 2.พวกยอดมนุษย์ คือคนที่ยอมเทเวลาพักผ่อนเพื่อทำงาน เพราะคิดอยู่เสมอว่ามันต้องออกมาดีกว่านี้ 3.อัจฉริยะโดยธรรมชาติ หรือคนที่หยิบจับอะไรก็สำเร็จไปหมด แต่ถ้าเขาไม่สมหวังตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เขาก็จะคิดว่างานนั้นไม่เหมาะสมกับตัวเองโดยทันที 4.พวกวันแมนโชว์ คือคนที่มักจะไม่กระจายงานให้ใคร เพราะคิดว่าทำคนเดียวคล่องตัวกว่า แต่หากไม่ประสบความสำเร็จจะรู้สึกแย่และคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ 5.ผู้เชี่ยวชาญ คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับมอบหมายงานนอกเหนือจากสิ่งเดิมที่ตัวเองถนัด ความเชี่ยวชาญในตัวจะถูกสั่นคลอน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง   อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นครับ ว่าภาวะนี้ไม่ใช่โรคจิตเวช แต่เป็นภาวะหนึ่งซึ่งต้องมีการปรับพฤติกรรม เพราะมันอาจจะนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้นั่นเอง อาจจะต้องเริ่มจากการปล่อยวาง ผ่อนคลาย และให้เวลากับตัวเองในการเรียนรู้สิ่งใหม่หรือเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเดิม อย่าเพิ่งโทษและกดดันตัวเองเลยนะครับ คนเรามีโอกาสปรับตัวเองได้เสมอ

1 2 3 4 5 88