info@impressionconsult.com

6 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการประเมินตัวเองปลายปี เพื่อความสำเร็จในปีหน้า

เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงช่วงปลายปีกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเริ่มนั่งทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน เพื่อเตรียมวางแผนและตั้งเป้าหมายต่อไปสำหรับปีหน้า ซึ่งการที่เราจะตั้งเป้าหมายที่ดีได้เราก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน การประเมินตนเองช่วงปลายปีจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราได้รู้ศักยภาพที่แท้จริง และได้ทบทวนผลงานที่ผ่านมาตลอดปีว่าเป็นยังไง 1. บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ใช้เวลาในการคิดทบทวนและมองย้อนกลับไปว่าตลอดทั้งปีนี้มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งเรื่องที่เราทำสำเร็จ คำชมที่ได้รับจากหัวหน้า และข้อผิดพลาดที่อยากกลับไปแก้ไข สิ่งเหล่านี้อาจถูกจดบันทึกในสมุดส่วนตัว หรือบน Social Media ก็ได้ ซึ่งมันจะช่วยให้เราเห็นภาพช่วงเวลาสำคัญต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในปีต่อ ๆ ไปพอเรากลับมาเปิดสมุดบันทึกเล่มเดิม หรือเฟซบุ๊กแจ้งเตือนโพสต์จากปีก่อน ๆ ขึ้นมาให้เราได้ย้อนอ่านสิ่งที่เคยเขียนไว้ เราก็จะเห็นเส้นทางการเติบโตของตัวเองในแต่ละปีว่ามาจนถึงตอนนี้เรามีความเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง 2. ประเมินตัวเองอย่างเป็นกลาง นำบันทึกเหตุการณ์ที่เขียนมาเริ่มประเมินตนเองอย่างเป็นกลางและตรงไปตรงมาให้มากที่สุด โดยการประเมินแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ การประเมินตนเองในรูปแบบความเห็น ลองมองตัวเราเองเป็นเหมือนพนักงานคนนึงในออฟฟิศ แล้วเขียนคำแนะนำในการทำงานให้กับเขาดูว่าตลอดทั้งปีมีจุดไหนที่ควรปรับแก้บ้าง เช่น เราคิดว่าตัวเองน่าจะแสดงความเห็นในห้องประชุมให้มากกว่านี้นะ เราควรต้องออกไปหาลูกค้าให้บ่อยกว่าเดิม หรือ เราควรทำงานให้ละเอียดมากขึ้น การประเมินทักษะโดยให้คะแนนเป็นตัวเลข เขียนทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นข้อ ๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการขาย หรือ ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเริ่มให้คะแนนตัวเองในช่วงตัวเลข 1 – […]

กระตุ้นการทำงานของคนในทีม ด้วย 5 วิธีที่คนเป็นหัวหน้าควรทำ

“หัวหน้า” เป็นหัวเรือที่จะคอยแจกแจงและบริหารทีมให้สามารถทำงานได้ลุล่วงตามที่กำหนด แต่ที่สำคัญกว่านั้น หากจะได้งานที่มีประสิทธิภาพก็ต้องมาจากทีมที่ดี ที่สามารถทำงานได้ตามที่คาดหวังด้วย นอกจากทักษะความสามารถและความรับผิดชอบของพนักงานแต่ละคนที่จะทำให้งานออกมาสำเร็จลุล่วงได้อย่างดีแล้ว คนเป็นหัวหน้าก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้คนในทีมได้เช่นกัน เคล็ดลับสำคัญคือความเชื่อมั่นในตัวพนักงาน ในฐานะหัวหน้า เราสามารถสร้างความรู้สึกดี ๆ ทัศนคติ และบรรยากาศดี ๆ ผ่านการบริหารงาน แวดล้อมในการทำงานได้ เราควรเชื่อมั่นกับศักยภาพในทีมของตัวเองที่เราเลือกเขาเข้ามาในทีม รวมทั้งทำให้เขามั่นใจว่าเขามีความสามารถและให้เขารับรู้ว่าเพราะอะไรเราถึงเชื่อมั่นในความสามารถของเขา หมั่นพูดคุยกับคนในทีมว่า ทีมของเราเป็นทีมที่มีศักยภาพมาก ให้เขาเห็นว่าเรามั่นใจและเชื่อมั่นใน ก็จะส่งผลต่อกำลังใจและทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่หากทีมสัมผัสได้ว่าเราเอาแต่กังวลว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย ศักยภาพในการทำงานของทีมก็อาจลดลงได้เช่นกัน   หากไม่รู้เป้าหมายก็จะทำงานไปแบบไร้จุดหมาย การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สมาชิกในทีมสามารถเดินหน้าต่อได้โดยไม่หลงทาง หากคนในทีมไม่รู้เป้าหมาย ความคาดหวังของหัวหน้าและองค์กร ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่ เราควรบอกให้เขาทราบถึงเป้าหมายและมาตรฐานในการวัดผลความสำเร็จที่ชัดเจน คนในทีมควรรู้ว่าหัวหน้าของเขาคาดหวังให้เขาทำอะไร อย่างไร และจะมีการวัดผลการทำงานยังไง จะช่วยให้ทีมลดความสับสนต่อการทำงานในอนาคตได้   การพูดคุยที่ไม่ใช่แค่รอให้พนักงานเดินเข้าไปหา บางครั้งพนักงานจะคิดว่าคนเป็นหัวหน้ามักยุ่งอยู่ตลอดเวลาและไม่กล้าเข้าไปรบกวน การที่เราเดินเข้าไปหาทีมบ้าง เพื่อสอบถามเขาว่ามีปัญหาในการทำงานอะไรไหม อาจจะให้คำแนะนำ คำปรึกษา และกำลังใจก่อนที่เขาจะเอ่ยปากขอ ก็จะทำให้เขาเห็นว่าเราเห็นคุณค่า และให้ความสำคัญกับตัวเขา หรือเวลาที่คนในทีมมีปัญหาและต้องการขอความคิดเห็น ก็อย่าลืมให้เวลาและให้ความสำคัญกับพวกเขาด้วย อย่ารอให้ฟีดแบ็กแค่ช่วงประเมินปลายปีเท่านั้น ไม่ควรรอพูดคุยช่วงปลายปีหากทำดีก็ชื่นชมได้เลย เราควรหมั่นให้ฟีดแบ็กคนในทีมอยู่เสมอและควรทำทันทีเมื่อเห็นว่าเขาทำงานได้ดี หรือมีอะไรที่ควรปรับปรุง นอกจากเราจะสามารถฟีดแบ็กได้ตรงจุดแล้ว เรายังสามารถให้คำแนะนำที่ลงรายละเอียดเพื่อให้ทีมนำไปปรับใช้หรือแก้ไขได้ทันท่วงทีได้อีกด้วย ที่สำคัญอย่าเอาแต่พูดว่า “ทำดีแล้ว” หรือ “พยายามอีกหน่อยนะ” แต่ควรจะลงรายละเอียดเข้าไปอีกหน่อยว่าอะไรคือสิ่งที่เขาทำดีแล้ว และจุดไหนที่เขาควรจะต้องพัฒนาเพิ่มเติม   […]

ทำยังไงให้มี Positive Thinking ติดตัวอยู่ตลอดเวลา

เมื่อหลายความท้าทายเข้ามาหาเราในระยะเวลาไล่ ๆ กัน ก็เป็นเรื่องปกติที่จะทำให้ความกดดัน ความท้อแท้ และความรู้สึกอยากทิ้งทุกอย่างไปเกิดขึ้นกับตัวเรา ซึ่งคำว่า “ทุกปัญหามีทางแก้” นั้น อาจมีอยู่และไม่มีอยู่จริงสำหรับบางคน เพราะปัญหาของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่หากตอนนี้ยังไม่เจอทางแก้ปัญหา เราสามารถค่อย ๆ ปรับวิธีคิดต่าง ๆ แทนได้ เพื่อจัดการกับสุขภาพจิตและสร้างแรงบันดาลใจในการเดินหน้าต่อไป Positive Thinking คืออะไร ? Positive Thinking คือ “การคิดเชิงบวก” ซึ่งไม่ใช่การมองทุกอย่างโดยเอาข้อดีมาปิดข้อเสียแต่เป็นการมองเห็นข้อเสียนั้นแล้วยอมรับความเป็นจริงอย่างเข้าใจ หรือพยายามมองหามุมดี ๆ ที่อาจมีซ่อนอยู่ต่างหาก เพราะว่าทุกสิ่งที่ไม่ราบรื่นนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเจอ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเลือกมองและรู้สึกกับมันอย่างไร และรู้จักเลือกใช้ประโยชน์จากด้านบวกที่แฝงอยู่จากสิ่งนั้น ๆ แทน ซึ่งโดยปกติแล้วความคิดเชิงลบจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะธรรมชาติของคนเราพร้อมมองหาความบกพร่องมากกว่ามองเห็นข้อดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถฝึกการคิดเชิงบวกได้เลย ข้อดีของการมี Positive Thinking การมี Positive Thinking นั้นจะทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการฝึกทำความเข้าใจ คิดหาเหตุผล และยอมรับต่อสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่มากกว่าเดิม เมื่อเรามีสุขภาพจิตที่ดีสุขภาพกายของเราก็จะดีขึ้นตามด้วย เพราะจิตจะสั่งการสมองให้สร้างฮอร์โมนความสุข ความดันเลือดลดลง และภูมิต้านทานสูงขึ้น นอกจากนี้สิ่งเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามมาตลอด อาจจะกลายเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งใหญ่ ๆ ของเราได้ แล้วควรทำยังไงให้มี Positive Thinking รู้จักตัวเองทั้งในด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี ก่อนจะมองหาเหตุผลและข้อดีของเรื่องราวทั้งหลาย […]

ปรับกลยุทธ์การทำงาน ระหว่างคนเก่ากับคนใหม่ให้อยู่รอด

พฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ (บางคน) อาจทำให้ HR รุ่นพี่เหนื่อยใจกับการบริหารจัดการ เช่น 1 มาทำงานสายแทบทุกวัน งานเริ่ม 8 โมงครึ่ง เข้ามาเกือบ 10 โมง 2 เล่นมือถือบ่อยในเวลางานหรือที่ประชุม 3 ไม่พอใจกับวิธีการทำงานเดิม ๆ ของรุ่นพี่ ผลงานที่ได้ไม่ตรงตามกำหนด 4 ต้องการ WFH ตั้งแต่เริ่มทำงาน หรือให้ WFH แล้วติดต่อยาก ทัก(โทร)ไป 9 โมง ตอบกลับบ่าย 3 ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งเรื่องการดำเนินงานภายในองค์กรและการรับน้องเข้ามาทำงานได้ไม่นานก็ลาออก ซึ่งก็เป็นเหตุที่ทำให้ HR ติดลบกับการรับเด็กจบใหม่ แต่เงินเดือนที่ประกาศออกไปก็ไม่มากพอที่จะดึงดูดคนมีประสบการณ์เข้ามา แท้จริงแล้ว น้องรุ่นใหม่ต้องปรับตัว หรือคนรุ่นเก่าต้องปรับความคิดและวิธีการทำงานเดิมที่ทำมาเมื่อหลายสิบปีก่อน !!? ดีที่สุด คนทั้ง 2 รุ่น ต้องปรับและยอมรับกันในแบบที่สมเหตุสมผลค่ะ วิธีการง่าย ๆ คือการตั้งคำถาม เช่น… 1 น้องเข้างาน […]

บริษัทได้รับผลประโยชน์อะไร เมื่อพนักงานเกิดความผูกพันกับการทำงานในองค์กรและเพื่อร่วมงาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน หลายธุรกิจให้ความสําคัญกับ “ความผูกพันของพนักงาน” ไม่ใช่ “ดัชนีความพึงพอใจของพนักงาน” แต่เป็น “ดัชนีความหลงใหลของบริษัท” คุณรู้สึกผูกพันกับบริษัทหรือไม่ คุณรู้สึกไหมว่าปรัชญาและวิสัยทัศน์ของบริษัทและของคุณเหมือนกัน คุณพยายามที่ช่วยให้บริษัทประสบความสําเร็จ ใช้ข้อเหล่านี้เป็นการวัดการประเมิณ ที่เรียกว่า “ความผูกพันของพนักงาน” ดัชนีความผูกพันของพนักงานในระดับสูงสามารถช่วยเพิ่มประสิธิภาพการทํางาน มีหลายกรณีจากผลวิจัยและการสํารวจ ดังนั้น ครั้งนี้ ผมจะพูดถึงสิ่งที่สามารถสร้างความผูกพันของพนักงานให้เข้มแข็งมากขึ้น 1.ความผูกพันของพนักงานมีความสอดคล้องกับดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า ความผูกพันของพนักงานในระดับที่ไฮสามารถสร้างการประเมิณผลความพึงพอใจให้แกลูกค้าได้ ผลการสํารวจได้ประสบความสําเร็จในบริษัท Morrison Management Specialists ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการด้าน อาหาร เพื่อสุขภาพและการอาศัยของคนชราที่อเมริกา และจําเป็นต้องเพิ่มคะแนนที่ชัดเจน จากนั้น พวกเขานํามาเพื่อดําเนินการสร้างกลยุทธ์เพื่อเจาะวัฒนธรรมองค์กร สร้างการโคชชิ่งให้กับระดับบผู้จัดการ และผลคือความผูกพันของพนักงานเพิ่มข้น 30% และนําไปสู่ดัชนีความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 16% นอกจากนี้ที่บริษัท Saks Fifth Avenue ซึ่งเป็นเครื่องแต่งการระดับไฮเอนด์ของ New York พวกเขาได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันของพนักงานและความผูกพันของลูกค้า ในขณะเดียวกันก็หาแนวทางในการปรับปรุงบริการสําหรับลูกค้า ผลจากการสร้างความเข้มแข็งของความผูกพันของพนักงานคือ ยอดขาย และความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้น ถึง 20%-25%   2. ความผูกพันของพนักงานที่ระดับสูง ยอดขายเพิ่มขึ้น ความหลงใหลในการสนับสนุน หรือช่วยบริษัทคือเหตุผลที่ทําให้ยอดขายเพื่มขึ้น […]

1 2 3